บันทึกถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

พี่ภูมิ พี่แตงกวา เอ็ม จูน สามฟ้า จิต ไปประชุมภาคีที่ชมรมวรรณศิลป์เกษตร

 

คำเตือน : โหลดโหด!

มีรูปภาพจำนวนมาก หากความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet ของท่านมีกำลังต่ำ

กรุณาตัดใจจากการดูภาพในเอนทรี่นี้ (พยายามลดขนาดของภาพแล้วค่ะ)

 

โปรดอ่านเนื้อหาหลักในการประชุมก่อนเลื่อนลงไปดูภาพจำนวนมาก

เนื่องจากจูนไม่ได้จด และ ไม่ค่อยได้ฟัง และ จำไม่ค่อยได้ (หลาย "และ" จัง)

การอัพเอนทรี่ครั้งนี้จึงอาจไม่ค่อยมีสาระเท่าใดนัก - ขออภัยมา ณ ที่นี้

สรุปอย่างคร่าวๆ

1. แต่ละสถาบันกำลังทำจุลสาร "เล่มใหญ่" ที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก 

ทั้ง 4 สถาบันกำลังรวบรวมต้นฉบับกันอย่างสนุกสนาน

2. วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์จะจัดงานเสวนานักเขียน วันพุธหน้า เวลา 17.00 น.

3. ภาคีวรรณศิลป์กำลังรอ "เงินลงขัน" จากปีการศึกษาหน้า อีก 8,000 บาท

ซึ่งคาดว่า น่าจะสามารถทำให้เราตีพิมพ์จุลสาร"ความฝัน" ได้อย่างไม่ฝืดเคือง

 

ปัญหาคือ

     3.1 ไม่มีกองบรรณาธิการ - วิธีแก้ปัญหาคือ ส่งต้นฉบับเข้าเมล์ชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ ให้หมด

     3.2 ไม่มี Dead line - วิธีแก้ปัญหา คือ ส่งภายในปีการศึกษา 2553 = หมดเขตราวๆ มี.ค. 54

     3.3 ไม่มีเว็บบอร์ดที่จะให้ลงงาน - วิธีแก้ปัญหา : ใช้วิีธีแก้ัปัญหาในข้อ 3.1

     3.4 ไม่มีคนส่ง - วิธีแก้ปัญหา : ภาคีฯก็ส่งกันเข้ามาสิคะ !!! จะเรื่องสั้น กลอน บทความ ฯลฯ รับหมดแหละ

 

4. ตีความมิสซิสบลูม

สรุปคือ ผู้อ่านสามารถคิดไปได้ต่างๆ นานา แท้จริงแล้วผู้เขียนอาจไม่ได้ต้องการจะสื่ออะไรเลยก็ได้

และ วรรณกรรมที่สามารถทำให้คนอ่านพันคนตีความได้พันแบบ จะเป็นวรรณกรรมที่ประสบความสำเร็จ

มิสซิสบลูมถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะทำให้เหล่าภาคีตีความกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น

การถกปรัชญาตะวันตก หรืออะไรก็ตามแต่...วันนี้สนุกมากจริงๆ

 

เชิญชมภาพบรรยากาศได้แล้วจ้า

 

ฝ่ายเ้จ้าภาพนั่งชิวก่อนการประชุม

 

ในที่สุด ศิลปากร ก็สามารถส่งคนมาประชุมได้จำนวนมาก

 

ทานข้าวเที่ยงกันภายในงานเกษตรแฟร์วันสุดท้าย

 

 

อย่าคุยกันให้เสียเวลา "ตัดกำลังมัน!"

อ่ะนะ - -

มุมนี้...พี่ขอ !

 

สามคนนี้โดนบังคับถ่าย

 

จูนและพี่แตงกวา

 

จิ๊บ และ จิต

 

เริ่มประชุมกันจริงจัง ขอไม่เปิดเผยเนื้อหาในการประชุม เพราะ...

 

ส่วนหนึ่งของการประชุม

 

อีกส่วนหนึ่งของการประชุม

 

และอีกส่วนหนึ่งของการประชุม

 

และนี่ก็คืออีกส่วนหนึ่่งของการประชุมเช่นกัน

 

(แซวเล่นนะจ๊ะ ความจริงแล้วพวกเราประชุมกันจริงจังมากๆ เลย

แต่ไม่เอาภาพมาลง กลัวจะเครียดกัน)

 

- เอาล่ะ ประชุมเสร็จแล้ว ได้เวลา...หาอะไรกินที่งานเกษตรแฟร์วันสุดท้าย

ว้าว... พวกเรามาเพื่อ "กระต่ายทอด" โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย (ประชงประชุมอะไรไม่สนใจ)

ระหว่างทางเข้า ก็พบอะไรที่ น่าตื่นตา ตื่นใจ

รู้สึกจะเรียกว่า "โรบินฮู้ด"

 

ปลาเผา หมุนติ้วเลย แต่ไม่ได้กินหรอก

 

ปลาอีกเช่นกัน

และนี่คือ "กระต่ายทอดกระเทียม" ดังกล่าว

รสเหมือนไก่ทอดกระเทียม กินกัน 5 คน พี่ภูมิ พี่แตงกวา เอ็ม ปอง จูน

คนละชิ้นก็หมดจานแล้วค่ะ ...จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าช่างอร่อยเสียจริง

ส่วนนี่คือ ยำ ...อะไรสักอย่าง จำไม่ได้ (เคยจำอะไรได้บ้างมั้ย? - ไม่ !)

 

ขอบคุณที่ติดตามข่าวสารจากทางชมรมของเรามาโดยตลอดค่ะ

 

ขอให้โชคดีในการสอบไฟนอล อ่านเข้าไป! สู้ตาย !

 

 

 

นัดประชุมภาคี

posted on 29 Jan 2010 13:43 by cu-penclub

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 นี้

เรามีนัดประชุมภาคีที่ชมรมวรรณศิลป์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

โดยจะคุยเรื่อง

1. อภิปรายเนื้อหาในหนังสือที่ฟอร์เวิร์ดกันอ่าน (เรื่อง มิสซิสบลูม)

    ใครยังไม่ได้ไฟล์ ทิ้งคอมเม้นไว้ด่วนค่ะ

 

2. เดินเที่ยวงานเกษตรแฟร์วันสุดท้าย *** หัวข้อนี้คือประเด็นหลักของการประชุม !!!

 

 

นัดพบที่ รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพหลโยธิน เวลา 10.00 น. 

ประธานชมรมสัญญาว่าจะ(พยายาม)ไม่มาสายอีกแล้ว

ดังนั้น กรุณามาให้ตรงเวลาด้วยค่ะ

 

ใครจะไปบ้าง...คอมเม้นทิ้งไว้ด้วยค่ะ

 

ส่วนจุลสารผี...ใกล้ความจริงแล้ว เย้ๆ

 

-จูน-

บันทึกถึงวันที่ 16 มกราคม 2552

วรรณศิลป์จุฬาฯ ไปงานประชันกลอนสดและเสวนานักเขียนเรื่อง วรรณกรรมไทยไปหานะเธอ

ที่ชมรมวรรณศิลป์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

จากซ้ายไปขวา

คุณทรงศีล ทิวสมบุญ |คุณศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ | คุณอนุสรณ์ ศรีคำขวัญ

 

จากความรู้เศรษฐศาสตร์อันน้อยนิด ทำให้เราได้ทราบว่า

ค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ไปงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 66

มีมูลค่าเท่ากับ การไปฟังเสวนานักเขียนกับชมรมวรรณศิลป์เกษตร

 

                                              

 

 ก่อนอื่น ขอแสดงความยินดีกับ"น้องใหม่" จากชมรมเรา ที่ชนะการประชันกลอนสดค่ะ

 

 พวกเราไปเป็นกำลังใจให้น้องใหม่

 

และขอขอบคุณ "น้องจิต" ที่ได้จดบันทึกข้อมูลสำคัญจากการเสวนาครั้งนี้มาด้วย

ประกอบกับข้อมูลที่จูนจำมาได้เลือนลาง จึงขอนำมาแบ่งปันทุกท่าน ดังนี้

(จูนเป็นคนเรียบเรียง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว)

 

คำถาม แรงบันดาลใจของนักเขียนแต่ละท่าน

คำตอบ แต่ละท่านมีแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันไป ทั้งจากการอ่าน การเดินทาง และการถ่ายรูป

 

คำถาม บรรณาธิการต้องเป็นนักเขียนที่ดีหรือไม่ ?

คำตอบ การจะเป็นบรรณาธิการนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนที่ดี แต่จะต้องเป็นนักอ่านที่ดี

ต้องรู้ว่า ควรปรับแก้ที่ตรงไหน อย่างไร และกลุ่มผู้อ่านเป็นกลุ่มใด

 

บางครั้งของการทำงานเขียน ต้องคิดระหว่าง ความเป็นตัวเรา (Art) และ ธุรกิจ(ความต้องการของผู้บริโภค)

ซึ่งนักเขียนบางท่านไม่สามารถทำได้ หรือ หลงลืมสิ่งเหล่านี้ไป (ติสต์แตก)

บรรณาธิการ คือผู้ที่เข้ามาแก้ไขในจุดนี้ จะเป็นคนที่เข้ามาจัดรูปแบบการนำเสนอที่เกินเลย

และ หาตลาดให้กับงานเขียนชิ้นนี้

 

คำถาม หากตลาดกำลังต้องการหนังสือที่ไม่ใช่แนวที่เราเขียน จะทำอย่างไร?

คำตอบ  เลิกเขียน ! หรือไม่ก็พยายามเปิดตัวเอง เผื่อบางทีจะได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วเราสามารถ

ทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น เขียนหนังสือและวาดภาพประกอบได้ในเวลาเดียวกัน

หากปิดตัวเอง จมอยู่กับแนวที่ตัวเองเขียนโดยไม่ลองเขียนแนวอื่นๆบ้าง เราก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า

เราเขียนแนวอื่นได้หรือเปล่า

 

คำถาม หากมีนักอ่านมาบอกว่าไม่ชอบแนวที่เราเขียน สิ่งที่เขาอยากอ่านยังไม่มีใครเขียน

คำตอบ นักอ่านคนนั้นควรจะมาเป็นนักเขียน !

 

คำถาม มาตรฐานรางวัล ?

คำตอบ  ปัจจุบันคนเขียนงานแนว "ซีไรท์" กันมากขึ้น ต้องดราม่าเท่านั้นถึงจะได้รางวัล

ซึ่งจริงๆแล้ว รางวัลไม่สามารถวัดได้หรอกว่างานชิ้นนั้นดีจริงหรือไม่ 

ไม่เช่นนั้นแล้ว คนที่เขียนให้มันดราม่าหนักขึ้นไปเรื่อยๆ  ก็ต้องได้รางวัลกันทุกคน

จะดีกว่าไหม หากเราเขียนเรื่องที่ทำให้คนมีความสุขจนร้องไห้ได้ เพราะเขียนเรื่องเศร้าให้คนร้องไห้น่ะ

มันง่าย ใครๆ ก็ทำได้ 

 

อีกอย่าง นักเขียนไม่ค่อยสนใจกันว่างานของตนน่ะ สนุกไหม? 

ในการเขียนควรกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งในมุมมองของผู้่อ่านด้วยว่า ผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไร

 

บางครั้ง นักเขียนก็เขียนไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรหรอก นักอ่านน่ะไปตีความกันเอาเอง

นักวิจารณ์ก็มีส่วนทำให้การตีความนั้นแตกต่างออกไปจากจุดประสงค์ของผู้เขียนเช่นกัน

 

ความสุขของนักเขียนมี 2 แบบ (อันนี้จูนเพิ่มเติมเอาเองจาก สตีเฟ่น คิง)

1. เขียนเพื่อให้ตัวเองมีความสุข

2. เขียนเพื่อให้คนอ่านมีความสุข

"รางวัล" ในความหมายของแต่ละคนคงแตกต่างกันไป รางวันที่จับต้องได้ด้วยมือ หรือรางวัลที่สัมผัสด้วยใจ

เลือกที่เหมาะสมกับตัวท่านเองแล้วกันค่ะ(จูน)

 

คำถาม วรรณกรรมไทยไปหานะเธอ คืออะไร? 

คำตอบ นักเขียนจะ้ต้องเข้าหานักอ่านมากขึ้น ไม่ใช่รอให้นักอ่านปีนขึ้นไปหาอย่างเดียว

นักเขียนเก่ง ๆ บางท่านใช้คำที่แปลความหมายยาก เข้าใจยาก 

นักอ่านก็ไม่เ้ข้าใจว่า นักเขียนต้องการจะสื่ออะไร จะเป็นการสร้างช่องว่างระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน

ดังนั้น นักเขียนจะต้องสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ

 

คนเขียนกลอนก็ไม่ควรใช้คำที่แปลยากเกินไป หรือติดอยู่กับสัมผัสของคำจนลืมไปว่า

เป้าหมายที่แท้จริงของการเขียนคือการสื่อความ ไม่ใช่การเล่นคำ

 

ตลาดของหนังสือแนวกวีนิพนธ์เริ่มฟื้น หลังจากนอนหยอดน้ำข้าวต้มมาราวๆ 3 ปี

พี่ศรัทธาโค้ดคำพูดของคนๆ หนึ่งมา แต่จำไม่ได้แล้วว่าใจความด้านล่างเป็นคำพูดของใคร

ขออภัยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ใจความคร่าว ๆ คือ แนวบทกวีที่ยังไม่มีใครเขียนตอนนี้คือ แนวไซไฟ

ซึ่งบทกวีของไทยมีฉันทลักษณ์ให้เลือกหลากหลาย ดังนั้น หากคนเขียนบทกวียังไม่หยุดเขียน

และพยายามใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับกวีนิพนธ์ไทย...สื่อความให้อ่านง่าย

เสน่ห์ของบทกวีก็จะกลับมาสร้างความประทับใจให้กับทุก ๆ คน ได้อีกครั้ง (อันนี้ข้าพเจ้าเติมเอง )

 

 

ข้อปฎิบัติของการเริ่มเขียน (ซึ่งมีการนำเสนอที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันทั้งสามท่าน)


1. หากเป็นคนที่อ่านหนังสือได้น้อยประเภท ก็ควรที่จะเริ่มฝึกโดย หากเราซื้อหนังสือ มา 5 เล่ม

ขอให้มีสักเล่มที่เป็นอีกแนวที่เรายังไม่เคยอ่าน(เป็นการไม่กดดัน)


2. หากเริ่มเขียน อาจลองเขียนเลียนแบบนักเขียนที่เราชื่นชอบก่อน

เพราะ จะทำให้เราสามารถค้นพบความถนัดของตนได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะเขียนได้ไม่ดีเท่าก็ตาม


3.หัดเขียน diary เพื่อจะมองว่าเรามีมุมมองในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างไร (ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบที่ค่อนข้างสดใหม่

เพื่อที่จะนำมาใช้ในงานเขียนต่อๆไป) และ การเขียนนี้ บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราได้มาก

ให้ลองเขียน guilty presure ของตนเอง guilty presure คือเรื่องที่ตัวเองชอบ แต่กลัวสังคมมองว่าไม่ดี

เช่น ชอบเพลงอ๊อดๆ แต่ไม่กล้าบอกเพื่อนเพราะกลัวโดนล้อ ก็ให้ลองเขียนไป 



4. ต่อยอดความคิดของเราจากวรรณกรรม หรือ วาทกรรมที่เราเสพ

เช่น ตอนจบพระเอกไม่ตาย เราก็ต่อยอดความคิดไปว่า ถ้าเราเขียนนะ เราจะให้พระเอกตาย เป็นต้น

 

ไม่ว่านักเขียนจะ "เปลี่ยนแนว" ไปเขียนงานในรูปแบบอื่นๆ ให้หลากหลายเพียงใด

แต่งานเขียนทุกชิ้นก็จะมี "กลิ่นอาย" ความเป็นตัวตนของนักเขียนคนนั้นอยู่เสมอ

 

หวังว่าเอนทรี่นี้คงมีประโยชน์กับนักอยากเขียนทุกท่าน

ขอจบการรายงานแต่เพียงเท่านี้

ตอนนี้กลับไปทางห้องส่งค่ะ... เอ่อ... ไม่ใช่ละ

 

เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

 

และแล้ว จูนก็กลับบ้านมานั่งรำพึง...รำพัน...

อุดมการณ์แรกที่มารับหน้าที่ประธานชมรมคือต้องการ "ปฏิวัติวงการวรรณกรรม" โดยการทำลายล้าง NC

ให้หมดไปจากโลกใบนี้และสร้างแต่งานที่ดีมีคุณภาพ จรรโลงสังคมและจิตใจ

สร้างวรรณกรรมเยาวชนโดยเยาวชนเพื่อเยาวชน - เริ่มเพ้อเจ้อแล้วแฮะ

แต่ดูๆ แล้ว สิ่งที่ฝันไว้คงจะเป็นไปไม่ได้และอาจเกิดสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับวงการ

เพราะคนโบราณมีสำนวนกล่าวไว้ว่า "ลางเนื้อชอบลางยา"

ดังนั้น ไม่ว่านักเขียนและนักอ่านท่านใดมีความชอบแบบใด ก็เป็นสิทธิของท่าน

แต่ถ้าเราสามารถสร้างงานเขียนที่ดีและมีคุณค่าได้แล้วล่ะก็...ได้โปรดจงรีบทำเถิด

ยุคทองของวงการวรรณกรรมประเทศไทยจะได้กลับมาอีกครั้ง

อย่าไปกังวลว่างานของเราจะขายได้หรือเปล่า?

แต่ให้กังวลว่างานของเราจะดีหรือเปล่า? 

 

"ชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ" ทำได้เพียงผลิตผลงานที่ดีสุดความสามารถออกมาเทอมละ 1 เล่ม

"จุลสารความหวัง" ก็เป็นเล่มล่าสุดที่พวกเราภาคภูมิใจ...

"จุลสารผี" เป็นเล่มที่พวกเรากำลังปั่นต้นฉบับกันเลือดตาแทบกระเด็น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียง "เรื่องเล็กๆ" ที่พวกเราสามารถทำได้...และคุณเองก็เช่นกัน

 

ใช่ คุณนั่นแหละ

 

คุณที่กำลังอ่านข้อความไร้่สาระนี้อยู่...

 

มาช่วยกันทำเรื่องเล็กๆ ของ "คุณ" แต่ละคนให้ดีที่สุดกันเถอะ

 

ปล. วันที่ 25-27 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันหยุดกีฬามหาวิทยาลัย

เรามีนัดจัดอาร์ตเวิร์คจุลสารผีกันที่ใต้ตึกมหิตฯ เวลา 10.00 น.

กรุณามากันทุกคน ต้องการโน้ตบุ๊คและขนมจำนวนมาก !

 

ปล.๒ วันที่ 25 ม.ค. วันคล้ายวันเกิดพี่แตงกวา ท่านรองประธาน จากคณะรัฐศาสตร์

         วันที่ 30 ม.ค. วันคล้ายวันเกิดน้องฟ้า เหรัญญิกสุดสวย จากคณะเศรษฐศาสตร์

         ดังนั้น เย็นวันที่ 25 จะไปเลี้ยงวันเกิดรวบยอด เห็นว่าจะไปร้านเกะที่มีเพลงเมะด้วย !!!

         ใครสนใจ....กรุณามาแต่เช้าเพื่อปั่นงาน จะได้มีเวลาเล่นกันเยอะๆ